TJRIプロジェクトの一環として行っているオンラインセミナー「Open Innovation Talk」の第2回ゲストは、タイ国内の時価総額No.1、石油化学業界最大手の「PTT Public Company Limited(PTT・タイ石油公社)」。
近年は特にEV事業に注目が集まっていますが、今回はPTTグループ横断でエンジニアリング戦略を担当し、PTT本体と関連会社のビジネスを監督する役割を担うポンティップ氏と、同グループがライフサイエンス分野に本格参入するために100%出資し設立した新会社「Innobic (Asia) Co., Ltd.」の副社長ナット氏が、それぞれの観点で今、日系企業に求めるもの・目指すものを尋ねました。
※TJRIプロジェクトの詳細はこちら
PTTは“川上から川下まで” 幅広くエネルギー事業を展開
ガンタトーン:
改めて、PTTグループが展開する事業をお伺いできますか?
ポンティップ氏:
我々は“川上から川下まで” すべてのエネルギーに関わるさまざまな事業を展開しています。事業の特徴としては大きく分けると3つあり、1つ目は川上の部分である、オイルガスを主としたE&P(Exploration & Production)やLNG(液化天然ガス)、Coal(石炭)などを使ったエネルギー生産。2つ目は川下の部分としてはOil & Re-tail(小売向け事業)、Refineries(製油所)、Petrochemicals(石油化学製品)、Power(エネルギー開発)事業で、前述した資源の調達や小売向けの展開は子会社に任せています。
そして弊社自身としてはNatural Gas(天然ガス)、原油調達をはじめとするTrading(貿易)、Technology & Engineering(技術と工学)の開発に取り組んでいます。
ガンタトーン:
将来的なビジネスプランはどのようにお考えですか?
ポンティップ氏:
少子高齢化や経済発展、気候変動など世界は常に変化しています。そういった外的要因を受け、弊社では多岐に渡るイノベーションを検討しています。現在考えているものとしてはDemographic Shift(人口転換)、Rising Urbanization(都市化の進行)、Global Eco Power Shift(世界的なエコ電力へのシフト)、Climate Change(気候変動)、Technological Breakthrough(技術革新)という5つのカテゴリーに分けられます。また世界的な潮流としてクリーンエネルギーや代替エネルギー、サステナブルといった取り組みが注視されていますが、それは弊社も同様です。現状維持ではなく、常に時代を読んだ新しい事業を展開していきたいと考えています。
今、PTTが目指すもの・日系企業に求めているもの
ガンタトーン:
現在PTTとして描いている展望をお聞かせください。
ポンティップ氏:
前述しました将来的な4つの再生可能エネルギーに焦点を当てたとして、電気自動車や水素エネルギーを中心とした、物流・インフラ、ヘルス&ウェルネス、ロボネスといったフレームワークを持っています。すべての分野においてPTTが得意なわけではありません。さまざまな展開のパターンが考えられると想定しています。その中で実証実験を行い、具体化できたものから会社および事業設立ができればと考えています。
ガンタトーン:
なるほど。タイ政府は国内で生産している自動車の30%を、2030年までにEV化していきたいと考えていると伺いました。
ポンティップ氏:
その通りです。分野問わず、日本企業の協力・参画を求めているとのことです。具体的には、自動車部品から始まり、バッテリー、車やバスといった外装(得意ではない)、そしてEVをはじめとしたガソリン・電気ステーションといったインフラ(OR)は今後もさらに注力していきたいと考えています。同時に、「Mobility Service Station」で総合的なプラットフォームを提供していく予定です。ただすべてを自社グループで賄えるとは思っていません。今後はグループ外に向けてパートナーシップを結んでいく予定ですし、自社で保持するファシリティ・キャリア・エナブラーといった総合的な物流事業を確立し、より効率的かつ高品質な物流を実現することで、次世代の「スマートシティ」に繋げていきたいと考えています。
コロナ禍で製薬ビジネスが動き出す
ガンタトーン:
ここからは、PTTの新事業として昨年立ち上がった「Innobic (Asia) Co., Ltd.」の副社長ナット氏にお話を伺っていきます。まず貴社の事業を教えていただけますか?
ナット氏:
弊社が柱とする事業は、製薬・医療・栄養(高機能食品)の3つです。まず製薬事業では、注射をタブレットにする簡易化の技術、また生活習慣病への対策、そして医療事業における医療機器と消耗品の開発も進めていて、近々遺伝子をベースにしたウイルス検査キットもローンチ予定です。3つ目の栄養(高機能食品)は、植物性タンパク質や乳酸菌・ステビアなど自然由来の高機能食品の開発を進めています。
ガンタトーン:
具体的に、日本企業に期待するものとは?
ナット氏:
よりパーソナライズに特化したもの、また医療診断のための手袋、現在マスク用の工場を自社で建設しているのですが、AIロボティックスやデジタライゼーションといった新たな技術を有するパートナーとの共同開発も積極的に進めています。合成肉事業では、英国発の「NRF」と共同で工場をタイで建設中です(ライセンスも英国由来)。将来的には牛や豚を殺さずに食物を作り出すことを目指しています。もし弊社と同じ志を掲げている日本企業がいましたら、ぜひご連絡ください。
ガンタトーン:
今回、PTTに興味を持った方は後日「提案会」という形で先方とお話をする機会を設けています。今後のビジネスに繋がる提案をお待ちしています!
Views: 121
กว่าจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ ทดลอง ล้มเหลว
เป็นบทเรียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
หากไม่กลัวความล้มเหลวระหว่างการทดลอง ย่อมมีโอกาสที่จะพัฒนาธุรกิจ ไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ทันโลกได้สำเร็จ เฉกเช่น บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ที่ได้ทดลองทำสิ่งใหม่มากมาย ทั้งที่ดำเนินการอยู่ภายใน ปตท. และจากการลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม
โดยวันนี้ ทาง Mediator ได้รับเกียรติจาก คุณพรทิพย์ เชิดชูวุฒิกุล รองประธาน ผู้จัดการฝ่ายบริหารกลยุทธ์กลุ่มเทคโนโลยีและวิศวกรรม ปตท. จะมาเล่าถึงความคืบโครงการของ ปตท. ว่าตอนนี้กำลังดำเนินกิจกรรมอะไรอยู่บ้าง
ดร.ณัฐ อธิวิทวัส ผู้จัดการฝ่าย ปตท. และเป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด จะมาเผยทิศทางและภาพรวมของบริษัท ผ่าน Webinar ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรม” ทิศทางการพัฒนาธุรกิจในอนาคตของ ปตท. พร้อมบริษัทในเครือ ตลอดจนเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาทำความรู้จักกับบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในไทย
สร้างกลยุทธ์ขยายธุรกิจ ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
หลายคนทราบดีว่า บริษัท ปตท. ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม ไนโตรเคมี ตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยในปัจจุบัน ปตท. ได้ลงทุนในบริษัทย่อยอีกมากมาย ซึ่งบทบาทหน้าที่การทำงานนั้น มีทั้งธุรกิจที่ ปตท. ดำเนินการเอง อย่างธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจระบบลำเลียงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม ส่วนธุรกิจที่ ปตท. ลงทุนผ่านบริษัทในเครือ อาทิเช่น ธุรกิจสำรวจและผลิต บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP), ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก บริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR), ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC), ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ครบวงจรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (IRPC), ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบริษัทย่อยที่ให้บริการด้านอื่นเกือบครบวงจร เช่น เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิควิศวกรรม ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และบริษัทน้องใหม่มาแรงอย่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งเน้นการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต
ปตท. ปรับวิสัยทัศน์ใหม่ ไปสู่การขับเคลื่อนพลังทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต
เมื่อโลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลง คุณพรทิพย์เล่าว่า ปตท. เองก็มีภารกิจที่เปลี่ยนไปจากเดิม ดังนั้น เมื่อทิศทางของอนาคตทั้งองค์กรปรับเปลี่ยน จึงเป็นที่มาในการปรับวิสัยทัศน์ใหม่เป็น Power Life with Future Energy and Beyond โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Future Energy มุ่งเน้นไปในทิศทางของพลังงานอนาคต ประกอบด้วย Renewable, Energy storage, EV value chain และ Hydrogen ซึ่ง Hydrogen ถือเป็นสิ่งที่ ปตท. กำลังโฟกัสอยู่พอสมควร และถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้อีกมาก
ส่วนกลุ่ม Beyond จะมุ่งเน้นในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน ประกอบด้วย Logistics & Infrastructure, AI, Robotics & Digitalization, HVB, Mobility & Lifestyle, Life Science (Pharmaceutical, Medical Device & Nutrition) และ Ready to explore ธุรกิจใหม่อื่นๆ
จากบริษัทพลังงานระดับชาติสู่แนวคิดขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต
ด้วยสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือ การระบาดของโรคร้ายแรงต่างๆ (Pandemic) การเติบโตขยายของเมือง รวมถึงยุคสมัยที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวมากขึ้น Smart City จะเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการและพัฒนาเมือง ให้พร้อมรับมือกับการเติบโตของเมือง และ สถานการณ์โลกที่ยากจะคาดเดา ซึ่งต้องใช้พลังงานอนาคตในรูปแบบใหม่ๆ เป็นแหล่งขับเคลื่อนรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นี่ก็เป็นเหตุผลที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนขององค์กร ปตท.
นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย 30/30 ของรัฐที่ประกาศว่า ภายในปี 2030 ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ (ZEV) อย่างน้อย 30% ของการผลิตในปี 2573 (2030) ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) ซึ่งนี่ก็เป็นตัวผลักดันที่ดีที่จะทำให้ ปตท. ทำในเรื่องของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ รถ EV การทำแบตเตอรี่ การสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ตลอดจนการทำ EV Charging Station ซึ่งทาง ปตท. เองมุ่งหวังที่จะทำเรื่องของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรมากที่สุด เพื่อผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
นอกเหนือจากการมุ่งเน้นด้านรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว คุณพรทิพย์เล่าว่า ปตท. ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การใช้ข้อมูลเชิงสถิติ (Big Data) การใช้ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI and Robotics) มาช่วยบริหารจัดการ รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่ดีอย่าง Smart Energy เพื่อต่อยอดสู่ New S-Curves Business ที่เน้นการนำนวัตกรรมผสานเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นอัจฉริยะทั้งในแง่ของการบริหารจัดการพลังงาน การบริหารจัดการเมือง ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนสนับสนุนอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหาร เกษตร เป็นต้น
‘อินโนบิก’ สร้างความหวังใหม่ให้สาธารณสุข มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
จากที่คุณพรทิพย์เล่าในส่วนภาพใหญ่ของ ปตท. ไปแล้ว มาต่อกันที่ ดร.ณัฐ ซึ่งจะมาบอกเล่าความเป็นมาและภาพรวมของบริษัทอินโนบิกกันบ้าง
สำหรับบริษัทอินโนบิก (เอเซีย) จำกัด จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2563 เป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จุดเริ่มต้นการก่อตั้งมาจากการเล็งเห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ นั่นคือการก้าวสู่สังคมสูงวัย (Ageing society) ซึ่งพบปัญหาโรคมะเร็ง โรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนายาเพื่อการรักษาโรคยังขาดนวัตกรรมใหม่ๆ จึงทำให้ประเทศไทยยังต้องมีการนำเข้าตัวยาหรือโมเลกุลยาจากต่างประเทศถึง 90 %
จากการเห็น Pain point ของประเทศไทย รวมทั้งเห็นโอกาสทางธุรกิจในการแก้จุดบกพร่องนี้ อินโนบิกจึงถูกก่อตั้งขึ้น โดยเน้นการสรรสร้างนวัตกรรมควบคุมตัวยา โมเลกุลยาที่มีคุณภาพ หลังจากนั้นก็จะเป็นส่วนการผลิต จัดจำหน่าย
ไม่เพียงเท่านั้น ทาง ปตท. ได้ซื้อหุ้น Lotus Pharmaceutical บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาสามัญชั้นนำที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยเป็นการลงทุนเพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่ต้องการขยายธุรกิจใหม่ด้าน Life Science ซึ่งการลงทุนในบริษัทยาไต้หวันจะยิ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้อินโนบิก อีกทั้งยังสามารถต่อยอดและขยายการลงทุนไปยังตลาดยาด้านมะเร็งในระดับอาเซียนได้อีกด้วย
อินโนบิก มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจ Life Science อย่างเต็มรูปแบบ
ไม่ใช่เพียงแต่กลุ่มยาสามัญ ที่ทางอินโนบิกกำลังทดลอง ดร.ณัฐเผยว่า อันที่จริงทางอินโนบิกได้วางเป้าหมายว่า บริษัทจะต้องเป็นผู้นำธุรกิจใหม่ด้าน Life Science โดยปัจจุบันทางอินโนบิกโฟกัสอยู่ที่ 4 กลุ่มสินค้า ด้วยกัน ได้แก่
1. กลุ่มยาสามัญ สำหรับโรคที่ไม่ติดต่อ และกลุ่มยาเพื่อรักษากลุ่มโรค NCDs
2. อาหารอนาคต (Future food) โดยเฉพาะอาหารประเภทโปรตีนทางเลือก หรือ Plant-based Food สินค้าที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในวงการอาหาร ด้านโภชนาการ (Nutrition) ด้านอาหารที่เป็นยารักษาโรคได้ ซึ่งจะเน้นไปที่อาหารสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยด้วย
3. อุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ ชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย ผ้าปิดแผล
4.ระบบการวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังระบบการวินิจฉัยโรคต่างๆ
โปรเจกต์เล็ก-ใหญ่ที่ผ่านมา
เพราะการวางเป้าหมายจริงจังในธุรกิจใหม่ด้าน Life Science จึงทำให้ปัจจุบันทาง ปตท. มีโปรเจกต์มากมายที่เริ่มมีให้เห็นเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว อาทิ การสร้างโรงงานยามะเร็งร่วมกับองค์การเภสัชกรรม การร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลวิจัยและพัฒนาสกัดสมุนไพรไทยให้เป็นยาสู่ระดับสากล นอกจากนี้ยังมีการทำชุดตรวจโควิด Covid Test Kit ที่คาดว่าจะปล่อยในไตรมาส 3 ของปี 2564
เป็นที่น่ายินดีและภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้ยินคำว่า “เราทำเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ” จากคุณพรทิพย์ และ “เลือกทำธุรกิจ ปิดจุดอ่อนของประเทศ” จาก ดร.ณัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงค่านิยมองค์กรที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ
นอกจากนั้นกิจกรรมต่างๆของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม อย่างอินโนบิก ที่เราได้รับทราบจากงานสัมมนา แสดงให้เห็นถึงความ กล้าคิด กล้าลงมือทำแบบ “พูดจริง ทำจริง” และยิ่งหากได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร อย่างประเทศญี่ปุ่น มาช่วยผลักดันนวัตกรรม ดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยกันผสมผสานความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการต่อยอดองค์ความรู้ ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน จะยิ่งช่วยสนับสนุนภารกิจของ ปตท. และบริษัทในเครือ สามารถเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่พลังงานและสาธารณสุขไทย ไปจนถึงระดับภูมิภาคอาเซียน นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศอย่างแน่นอน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันยานยนต์ Link
Views: 482