1913年に創業した業界最大手のセメント製造企業「The Siam Cement Group Public Company Limited.(以下SCG)」は、ASEAN最大のコングロマリットの一つ。セメント建材販売事業、石油化学事業、製紙事業を基盤にビジネスを展開する同社が今、あらゆる場面でイノベーションに取り組んでいます。産業界最多である二酸化炭素排出量の大幅削減(脱炭素技術の確立)という喫緊の課題に加えて、製造工程の自動化・IoT化や環境に優しい建築資材の開発など大きく5つに分けられるのだそう。ASEAN のセメント産業を牽引する同社が日本企業に求めるものを、Mr. Jirapat Janjerdsak(以下ジラパット氏)とMr. Anurak Bannasak(以下アヌラック氏)にお伺いしました。
110余年の歴史を誇るASEAN最大級のコングロマリット
ガンタトーン:
まずはSCGの事業概要について、グループ全体のオープンイノベーションと戦略的プログラムの推進を担うアヌラック氏にお答えいただきます。
アヌラック氏:
弊社は1913年にセメント製造企業として創業し、1938年に建設資材事業を始めました。そして1975年に株式上場を果たし、1976年に製紙業、1983年に石油化学事業、1998年に物流事業とビジネスを拡大させてきました。事業が増えたことで既存の企業体制を見直そうと2013年に組織を再編成し、弊社の3本柱に据えたのがセメント建材メーカー(CEMENT-BUILDING MATERIALS)、石油化学事業(CHEMICALS)、製紙事業(PACKAGING)です。グループ企業は300以上、従業員数が全体で約5万人(そのうち1万5000人が外国人)とASEANトップクラスの規模を誇っています。
また、国外拠点としてはベトナムとインドネシアに展開しています。ベトナムにはセメント工場があり、あと数年で石油化学事業(ケミカル・コンプレックス)に関わる工場も完成予定です。インドネシアではセメント・物流・製紙事業と複数展開しており、その規模は年々拡大しています。
ガンタトーン:
現在「Open Innovation」に注力していると伺いました。
アヌラック氏:
グループ全体としてイノベーション研究・開発に投資する金額は年々増えており、2020年は売上の約1.5%にあたる60億Bを投資しました。今後も引き続き研究開発を行い、3つの事業それぞれの成長・発展に繋げることはもちろん、サステナビリティの面でもリーディングカンパニーになれるよう努めていきたいと考えています。
「Open Innovation」を実現するための構想とは?
ガンタトーン:
ここからは、SCG-Cement and Building Materials (CBM)部門のイノベーション管理事業部を統轄するジラパット氏にお話を伺っていきます。
ジラパット氏:
まず、CBM事業が「Open Innovation」の実現に向けて力を注いでいきたい5つの分野を説明していきたいと思います。1つ目はSmart Manufacturing で、より高度な技術を用いて省力化・省人化の実現を目的としています。つまり、IoT化やインダストリー4.0に関わる分野です。2つ目はFuture Materials で、より軽く・より丈夫に・より簡単に(組み立て・移動がしやすい)、また高い抗菌力や耐熱性などを備えた新資材の開発を目指しています。
そして、アンケートでも協業に興味を示す日本企業が多かったのが 3つ目のDecarbonization(脱炭素・低炭素の実現)。生産過程で発生する二酸化炭素をどのように減らしていくかは大きな課題であり、使用する化石燃料をバイオマスなどの生物資源に転換したり、太陽光発電で賄っていくことを考えています。4つ目はSmart Living & Mobility で、今後さらに力を入れていきたい分野になっています。現在は基本的に建設資材を販売するだけですが、将来的には電気自動車(EV)を導入したり、家の中で使うエネルギーをよりクリーンなものに替えたりするなど“生活空間自体を提供する” ことで、より付加価値を高めていきたいと考えています。
最後がHealth & Well-being/New Retail で、コロナ禍において弊社では空気を制御・清浄化するプレハブを医療現場に提供してきましたが、この技術は住空間にも活用可能だと考えています。こういった健康に貢献できる住まいを提供していくのが、Health & Well-being 分野です。そしてすべての分野をお客さまと繋げるのがNew Retail 。お客さまとの接点となるショールームを設けたり、オンラインサイトなどを通してフィードバックをもらう機会をつくるなど今後より強化していきたいと考えています。
日本企業に求める5つの技術
ガンタトーン:
それでは前述した構想を踏まえ、日本企業に求める具体的な内容を教えていただけますか?
ジラパット氏:
事前の告知で求めているパートナー像を挙げさせていただきましたが、それぞれについて補足させていただきます。
※事前情報はこちら
①インダストリー4.0 分野の技術
さらに細かく分けるとFA(自動)化、データの活用(IoT化)、より安全な生産現場の実現(ワークプレイス・セーフティー)、業務の最適化です。この4つのキーワードに関わる技術をお持ちで、弊社の事業と連動できる企業がありましたらぜひご検討いただければと思います。
②BEV(Battery Electric Vehicle)事業の技術
電気自動車関連の技術をもとにエコシステムを作りたいと考えています。ハードとソフトどちらも求めており、なかでも「蓄電された車の電気をいかに家や建物に移行させるか(V2H:Vehicle to Home)」に焦点を当てています。家と車の関係性は切っても切れないものですし、ゆくゆくは “自動車と家が会話できる”ようなシステム の構築を目指しています。
③ホームIoT関連の技術
家の中の空気循環や自然エネルギーの活用、安全性といったものを含めて、より高度な生活空間を提供できる技術の開発です。家を造る人が住む人のことを想像・理解するのは当然のことですがそれだけでなく、家自体が住んでいる人のことを理解し、対応できるシステムを創りたいと考えています。
④ 脱炭素化または気候変動関連のイノベーション技術
Net Ze-ro(脱炭素・低炭素の実現)に向けた、セメント製品の二酸化炭素排出の新たな削減技術です。また、排出された二酸化炭素をいかに吸収するかにも重きを置いており、時間がかかり過ぎる植林などの方法以外で、より効率的かつ有効な技術を導き出したいと考えています。
⑤建物用資材の技術
材料科学を基盤とした新たな製品開発・製造工程を実現できる企業を求めています。軽量性や耐久性、抗菌性の他、耐熱や防音といった高度な技術による製品開発と同時に、業務の効率化や最適化など多岐に渡るご提案をお待ちしています。
Post Views: 58
“เอสซีจี” หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและองค์กรธุรกิจชั้นนำของอาเซียน เอสซีจีเดินทางมาถึงปีที่ 108 แห่งการสั่งสมประสบการณ์ ผ่านทั้งความยากลำบากและความสำเร็จต่างๆ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่อวงการธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในหลายมิติ เดิมทีเราส่วนใหญ่รู้จักเอสซีจีในแง่ของผู้นำด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ทว่าในปัจจุบันเอสซีจีประกอบไปด้วย 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งล้วนแต่ดำเนินงานบนเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน และในครั้งนี้เรากำลังจะพาทุกท่านไปรู้จักกับเอสซีจีให้มากขึ้นในฐานะบริษัทของไทยที่มีส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยาวนาน รวมถึงโอกาสของนักลงทุนญี่ปุ่นในการพัฒนาความร่วมมือกับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างไปพร้อมๆ กัน
เอสซีจีกับเส้นทาง 108 ปีของการเติบโต
ก่อนที่จะเป็นเอสซีจีในทุกวันนี้ หลายท่านคงคุ้นเคยกับชื่อของ “ปูนซิเมนต์ไทย” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเอสซีจีในปีพ.ศ. 2456 อันเกิดจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ที่ประสงค์ให้มีการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อใช้เองภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนจะเริ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอย่างการผลิตกระเบื้องมุงหลังคาในปี พ.ศ. 2481 และขยับขยายกิจการไปสู่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ จนเป็นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี (SCG) ในทุกวันนี้ โดยตลอด 108 ปีที่ผ่านมา เอสซีจีได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและเติบโตพร้อมกับช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับในวงกว้าง อีกทั้งเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน และระดับโลก
เอสซีจีที่ไม่ได้มีแค่ซีเมนต์
ในปัจจุบันเอสซีจีดำเนินธุรกิจใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1. ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง – ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างครบวงจร รวมทั้งให้บริการด้าน Construction Solutions, Living Solutions และธุรกิจค้าปลีก
2. ธุรกิจเคมิคอลส์ – ผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ครบวงจรตั้งแต่เคมีภัณฑ์ขั้นต้น อาทิ โอเลฟินส์ ไปจนถึง ขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกประเภท พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน และเอ็มเอ็มเอ
3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง – ผลิตและจำหน่ายกระดาษและบรรจุภัณฑ์ครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก พร้อมบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ โดยปัจจุบันได้เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในชื่อ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP
โดยเอสซีจีมีการดำเนินธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล ที่มีบริษัทย่อยภายใต้แบรนด์มากกว่า 200 บริษัท พนักงานชาวไทย และต่างชาติกว่า 50,000 คน เพื่อสร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เปิดรายได้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจี
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเป็นธุรกิจแรกและธุรกิจหลักของเอสซีจี ธุรกิจในกลุ่มนี้ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง อาทิ คอนกรีตผสมเสร็จ คอนกรีตมวลเบา กระเบื้องหลังคา แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ ไม้สังเคราะห์ ระบบหลังคา รวมถึงโซลูชันด้านที่อยู่อาศัยอื่นๆ สำหรับกำลังการผลิตหลัก เอสซีจีสามารถผลิตปูนซีเมนต์เทาได้ 23 ล้านตันต่อปี สินค้ากลุ่มหลังคา 98 ล้าน ตร.ม. ต่อปี สินค้ากลุ่มฝา ฝ้า และไม้สังเคราะห์ 113 ล้าน ตร.ม. ต่อปี กระเบื้องเซรามิกปูพื้นและผนัง 225 ล้าน ตร.ม. ต่อปี และมีโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จ 570 โรงงาน โดยในปี 2563 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีผลการดำเนินงานคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 40% ของรายได้ทั้งหมดของเอสซีจี โดยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของ 2564 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4% เทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจอันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่มีความท้าทายเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เอสซีจีก็ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมไปถึงการลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ หัวใจของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
คงจะไม่ผิดนักหากกล่าวว่าความสำเร็จของเอสซีจีกว่าศตวรรษที่ผ่านมานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นในการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องและครบวงจรตั้งแต่การผลิต บริโภค นำกลับมาใช้ซ้ำ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) รวมถึงมีการปรับโมเดลธุรกิจให้ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี (Digital Transformation) และรูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งเอสซีจีเองก็มีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการต่างๆ อย่างครอบคลุม แต่ก็ไม่ทิ้งวิสัยทัศน์เดิมที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งของตลาดในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกสังคมและชุมชนที่ธุรกิจเข้าไปดำเนินงานจนสามารถพัฒนา และส่งมอบมาตรฐานการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรทั้งสินค้า บริการ โซลูชัน ช่องทางจัดจำหน่ายค้าปลีก การค้าระหว่างประเทศและการขนส่งเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
องค์กรแรกในอาเซียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก ดัชนีความยั่งยืนจาก DJSI
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเอสซีจีมีการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยมีนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้เป็นองค์กรแรกในอาเซียนที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนดาวน์โจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices – DJSI) ให้เป็นที่ 1 ของโลกในสาขาอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (Industry Leader – Construction Materials) และอยู่ในระดับ Gold Class ทั้งยังได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ร่วมในกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (Industry Group Leader – Materials) นับเป็นองค์กรแรกในอาเซียนที่ได้รับการประเมินให้เป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2547 ต่อเนื่องยาวนานเป็นปีที่ 17 ถือเป็นเครื่องสะท้อนความสำเร็จส่วนหนึ่งของการทุ่มเทตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างจริงจังของเอสซีจี
‘Open Innovation’ กุญแจปลดล็อค สู่ประตูการเติบโตทางธุรกิจ
เอสซีจีเชื่อมั่นว่านวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเป็นการผสมผสานองค์ความรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กรจะช่วยให้เอสซีจีสามารถก้าวไปสู่การเติบโตและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับมหาวิทยาลัย องค์กร สถาบัน และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก เช่น สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ บริษัท ดาว เคมิคอล บริษัท ดูปองท์ จำกัด ฯลฯ สำหรับประเทศญี่ปุ่นเอง เอสซีจีได้จับมือกับบริษัท ยามาโตะ เอเชีย จำกัด ผู้นำการตลาดการขนส่งพัสดุย่อยประเทศญี่ปุ่นเพื่อวิจัยตลาดและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 1 ปี ใช้งบกว่า 633 ล้านบาทเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการส่งมอบบริการที่ตอบความต้องการของตลาดและผู้บริโภคและเกิดเป็น “SCG Express” ธุรกิจส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน รวมถึงความร่วมมือกับบริษัท เซกิซุย เคมิคอล จำกัด ผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยีการสร้างบ้านจากญี่ปุ่นที่ก้าวล้ำด้วยการใช้หุ่นยนต์ประกอบบ้านในโรงงาน ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพการสร้างบ้านระบบโมดูล่าร์จนเกิดเป็น ‘SCG HEIM System’ ระบบการสร้างบ้านที่ปฏิวัติการก่อสร้างบ้านของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
โอกาสและสิ่งที่เอสซีจีต้องการความร่วมมือทางธุรกิจจากองค์กรญี่ปุ่น
สตาร์ทอัพ องค์กร หรือสถาบันวิจัยสัญชาติญี่ปุ่น สามารถนำเสนอ Proposal เพื่อเพิ่มโอกาสพัฒนาความร่วมมือกับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกับเอสซีจีและเครือข่ายระดับโลกที่เกี่ยวข้องในด้านต่อไปนี้
1. Technology Partner ด้าน Industry 4.0 หรือดิจิทัลสำหรับการผลิตเพื่อช่วยบริหารความแม่นยำในการจัดการโรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร รองรับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลทวิน โดยเฉพาะระบบดำเนินการอัจฉริยะ (Smart Digital Operation) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ต่างๆ
2. Technology Partner ด้านธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle: BEV) เพื่อรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็น Ecosystem ของยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจและองค์กร
3. Technology Partner ด้านระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Living) ที่เป็นการนำอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกบ้านเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยระบบซอฟต์แวร์เพื่อให้สามารถควบคุมอุปกรณ์ได้อย่างอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันเพื่อมอบความสะดวกสบาย พร้อมช่วยประหยัดพลังงาน
4. Technology Partner ด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือวิกฤติการณ์ภูมิอากาศจากกระบวนการผลิตเพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเทคโนโลยีที่สามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานและก่อให้เกิดสินค้ามูลค่าสูง
5. Technology Partner ด้านวัสดุศาสตร์ (Materials Science) ที่ช่วยให้วัสดุก่อสร้างที่ผลิตจากซีเมนต์หรือคอนกรีตมีน้ำหนักเบา แข็งแรง มีสุขอนามัยที่ดี ทนความร้อน กันเสียง ติดตั้งง่าย และประหยัดเวลา รวมทั้งผลิตภัณฑ์สีเขียวและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยที่ดีที่ช่วยส่งเสริมให้มีสุขอนามัยที่ดี
การที่เอสซีจีสามารถก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรชั้นนำของไทยและเอเชียได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการมองแค่ผลกำไรในระยะสั้น แต่คือการสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนสอดรับกับแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยไม่ละทิ้งสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จนสามารถฝ่าฟันวิกฤติ นำพาธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดเส้นทางของการดำเนินธุรกิจ เอสซีจีได้ผ่านการเรียนรู้ ปรับตัว พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับเป็นองค์กรต้นแบบชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ที่พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกอย่างเต็มตัว
Post Views: 7,336