?>

“มิตรผล” ความหวานที่มีมากกว่าแค่อ้อยและน้ำตาล กับอนาคตของอุตสาหกรรม Bio-based

“มิตรผล” ความหวานที่มีมากกว่าแค่อ้อยและน้ำตาล กับอนาคตของอุตสาหกรรม Bio-based

ทุกคนรู้จัก “มิตรผล” ในนามของแบรนด์น้ำตาลที่อยู่เคียงคู่วิถีชีวิตคนไทยมายาวนานกว่า 65 ปี แต่รู้หรือไม่ว่าผลิตผลหลักทางการเกษตรของประเทศไทยอย่าง “อ้อย” ไม่ได้มีประโยชน์แค่ผลิตน้ำตาลและน้ำเชื่อมเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก อีกทั้งเป็นตัวช่วยสำคัญสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม Bio-based ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน วันนี้ mediator ได้รับเกียรติจากคุณประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่แห่งกลุ่มมิตรผล มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราว โอกาส ความสำเร็จ และทิศทางของกลุ่มมิตรผล ตลอดจนเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นมาทำความรู้จักกับบริษัทผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลก

จากโรงน้ำเชื่อมเล็กๆ สู่ผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย

กลุ่มมิตรผล (Mitr Phol Group) ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2489 ณ ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยเริ่มจากการเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนขนาดเล็กที่ผลิตน้ำเชื่อมส่งขายให้โรงงานผลิตน้ำตาลทราย เพียงสิบปีต่อจากนั้น กลุ่มมิตรผลก้าวสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมโรงงานที่สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้เองเป็นครั้งแรก ก่อนจะขยายอาณาจักรผลิตน้ำตาลไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และหลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ ลาว จีน ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย รวมแล้วกว่า 18 โรงงาน บนพื้นที่รวมกว่า 2.5 ล้านไร่ สามารถรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมิตรผลสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก อันดับ 1 ของเอเชีย ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล

เมื่อ “มิตรผล” ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตน้ำตาล แต่ยังเป็นเจ้าของ 7 กลุ่มธุรกิจที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้

เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะทราบว่ากลุ่มมิตรผลไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลรายใหญ่ของไทยและของโลก แต่ยังมีธุรกิจในเครืออีกกว่า 7 กลุ่มธุรกิจ อาทิ กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจส่งเสริมและพัฒนาอ้อย กลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ กลุ่มธุรกิจการลงทุนเกี่ยวกับการขนส่งและการลงทุนทางการค้า กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ธุรกิจปุ๋ยและธุรกิจยีสต์และอาหารเสริมสำหรับสัตว์ เป็นต้น และในปัจจุบัน กลุ่มมิตรผลกำลังให้ความสำคัญกับการผลักดันธุรกิจชีวภาพ (Bio-based Business) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเน้นการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อสร้างคุณค่าและความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการเปลี่ยนน้ำตาลและอ้อยให้เป็นผลิตภัณฑ์ Bio-based

จากแนวคิด “From Waste to Value” แก่นแท้ของการเติบโตอย่างยั่งยืนและจุดกำเนิดของธุรกิจในเครือ

โลกในปัจจุบันกำลังประสบกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย อันเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่า กลุ่มมิตรผลจึงมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจบนแนวคิดการจัดการแบบ “From Waste to Value” ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของเหลือทิ้ง ด้วยการนำส่วนที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลมาพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรม พลังงานทดแทน และธุรกิจอื่นๆ อาทิ การนำชานอ้อย (Bagasse) มาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าชีวมวล และผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในกลุ่มธุรกิจและจำหน่ายสู่ภายนอก การนำกากน้ำตาล (Molasses) มาหมักกับยีสต์เพื่อผลิตเป็นเอทานอล การนำน้ำกากส่า (Vinasse) ที่เป็นของเสียจากกระบวนการผลิตเอทานอลมาพัฒนาร่วมกับกากหม้อกรอง (Filter Cake) ที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล มาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อนำกลับไปใช้ในไร่อ้อย เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นการดำเนินธุรกิจด้วยแก่นแท้ของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต่อยอดสิ่งที่เหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

คว้ารางวัลความยั่งยืนระดับ Silver Class จากการจัดอันดับของ S&P Global 2021

การทำธุรกิจในโลกปัจจุบันไม่ใช่เพียงการมุ่งแสวงหากำไรเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืน มิตรผลจึงได้รับรางวัลความยั่งยืนระดับ Silver Class ในกลุ่ม Food Product จากการจัดอันดับของ S&P Global ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงิน และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน ที่คำนึงถึงผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ตามกรอบการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี เดินหน้าเติบโตอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม

BCG Model โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวสู่ความยั่งยืนระยะยาว

ในการวางโมเดลสำหรับพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวในยุคปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า การรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด BCG Model คือหนึ่งในโมเดลเศรษฐกิจที่กลุ่มมิตรผลนำมาใช้เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้วยการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อผลักดันความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และพร้อมพัฒนาสิ่งต่างๆ สู่ความยั่งยืนระยะยาว ด้วยการต่อยอดสินค้าเกษตรอย่างอ้อยสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นด้วยนวัตกรรม อาทิ โครงการแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ โครงการนวัตกรรมจากยีสต์ และโครงการนวัตกรรมอาหารสุขภาพพรีไบโอติกส์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มมิตรผลเชื่อว่าโมเดล BCG นี้จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

New S-Curve ของกลุ่มมิตรผล ต่อยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในช่วงที่ผ่านมา เราจะเริ่มเห็นการดิสรัปชันในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก กลุ่มมิตรผลเองก็เช่นกันที่แต่เดิม First S-Curve เป็นเพียงการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำตาลและการปลูกอ้อย ต่อมาจึงริเริ่มโครงการเพิ่มผลผลิตอ้อยด้วยการทำเกษตรสมัยใหม่แบบ “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm)” แนวทางการทำไร่อ้อยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ไม่เผาอ้อย โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีตลอดจนเครื่องจักรกลทางการเกษตร ร่วมกับการพัฒนาพันธุ์อ้อย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ลดต้นทุน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปรับปรุงคุณภาพดิน จนได้รับการรับรองมาตรฐานบองซูโคร (Bonsucro) เป็นรายแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการดำเนินงานที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ก่อนจะริเริ่มธุรกิจพลังงานทดแทน อาทิ พลังงานชีวมวล (Biomass Power) ไบโอเอทานอล (Bio-Ethanol) และปุ๋ย (Fertilizer)

ในเวลาต่อมา สำหรับ New S-Curve ของกลุ่มมิตรผลที่น่าจับตามอง คือ การต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Product) เช่น ยีสต์สำหรับคนและสัตว์ พรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ เอนไซม์ในอาหารสัตว์ ฯลฯ เพื่อผลักดันธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ซึ่งแต่ละธุรกิจต่างก็มีเป้าหมายร่วมกันคือ การมองหาโอกาสใหม่ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปเสริมให้ธุรกิจมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นได้ เพื่อให้สามารถสร้างกลุ่มธุรกิจครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืน

นำร่องการสร้าง Ecosystem ร่วมกับพันธมิตร ใจกลางเมืองขอนแก่น

กลุ่มมิตรผลยังได้ทำหน้าที่เป็นเรือธงในการสร้างศูนย์นวัตกรรม Khon Kean Innovation Center (KIC) ขึ้นที่ขอนแก่นบนแนวคิด Smart Building และ Energy Saving โดยหมายจะปั้นให้เป็นศูนย์ Innovation Hub เพื่อสร้าง Eco-Environment ในการบ่มเพาะธุรกิจ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทค (Biotech) ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ภายในอาคารสูง 28 ชั้น บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตรแห่งนี้ประกอบด้วยศูนย์วิจัย ศูนย์การศึกษา ศูนย์ข้อมูล ศูนย์นวัตกรรม ห้องปฏิบัติการ ศูนย์การประชุม ศูนย์ให้บริการด้านธุรกิจแบบครบวงจร ส่วนที่พักอาศัย และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อตอบรับวิถีแห่งโลกยุคใหม่ โดยคาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงเดือนเมษายนของปี 2565 นี้

โอกาสและสิ่งที่กลุ่มมิตรผลต้องการความร่วมมือจากองค์กรญี่ปุ่น

กลุ่มมิตรผลเชื่อว่าความสำเร็จในด้านนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ด้วยหลัก “M-T-O” คือ มีทีมการตลาดที่ดี มีทีมเทคโนโลยีที่ดี และมีทีมดำเนินการที่ดี กลุ่มมิตรผลจึงกำลังมองหาความร่วมมือจากองค์กรญี่ปุ่น โดยเฉพาะสายผลิตภัณฑ์ Bio-based ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มิตรผลให้ความสนใจเป็นพิเศษ อาทิ Bio-based Chemicals, Bio-based Material, Bio-Fertilizer, Food for the Future และ Feed for the Future โดยกลุ่มมิตรผลจะมีทรัพยากรตั้งต้นสำหรับการพัฒนาให้ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากธุรกิจในเครือ เช่น อ้อย ชานอ้อย กากน้ำตาล น้ำกากส่า กากหม้อกรอง ฯลฯ และ co-product และ by product ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต รวมถึงโรงงานต่างๆ อาทิ โรงงานผลิตน้ำตาล โรงงานผลิตยีสต์และผลิตภัณฑ์จากยีสต์ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี โรงงานผลิต FOS (Fructo-Oligosaccharide) เป็นต้น โดยองค์กรหรือสถาบันวิจัยสัญชาติญี่ปุ่นสามารถนำเสนอ Proposal เพื่อร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในการต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ต่อไป

จะเห็นได้ว่ากลุ่มมิตรผลไม่เพียงมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลักให้มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะแก่นแท้ของการเติบโตอย่างยั่งยืนคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เกื้อกูลกัน ใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เกิดการหมุนเวียน สร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชนสู่สังคมเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่มั่นคงต่อไป

【Open Innovation Talk Report EP.004】製糖業界のリーディングカンパニーが求めるバイオ技術〜Mitr Phol Group〜

【Open Innovation Talk Report EP.004】製糖業界のリーディングカンパニーが求めるバイオ技術〜Mitr Phol Group〜

60年以上の歴史を誇る、アジア最大の製糖企業「Mitr Phol Group(以下ミトポン)」。タイはもとより中国やラオス、インドネシア、オーストラリアにも進出し、世界第6位の市場規模を誇るサトウキビ生産と製糖事業のリーディング・カンパニーです。

近年は、タイの国家戦略であるBCG(バイオ・循環型・グリーン)経済モデルの促進にも力を入れるなど、さまざまな業界が熱視線。そんな同グループが今後力を注いでいきたいと考えているのが、バイオ技術を活用した原料や製品開発なのだそう。日本企業が協業できるビジネスチャンスはどこにあるのか? ミトポンCOOのMr. Pravit Prakitsri(プラウィット氏)に尋ねました。

今後、鍵を握るのは「バイオベース(Bio-based)」

ガンタトーン:
プラウィットさんは長期に渡り、エネルギー業界で活躍されていると伺いました。

プラウィット氏:
私はミトポンに17年間在籍しており、それ以前は製糖事業など同様の業界に身を置いてきましたが、ミトポンでは特にバイオ燃料事業、バイオエタノール生産のバイオリファイナリー複合施設の開発、バイオマス発電に関する政策などバイオ燃料とガソールの消費の促進に努めてきました。

ガンタトーン:
グループとしての現在の取り組みを簡単に教えていただけますか?

プラウィット氏:
現在、弊社の売り上げの63.9%は製糖事業、25.7%がエネルギー事業、そして7.6%が木材の代替事業となっています。タイにおける製糖工場は8カ所、発電工場は12カ所、エタノール工場は4カ所など生産拠点をさまざまにあり、サトウキビの栽培面積は全250万ライ(約40万ha)、年間約2500万トンの砂糖を生産していますが、そういった農産物を今後どのようにバイオ技術を使って代替エネルギーへと転換できるかが大きな鍵になると考えています。

ミトポンが目指す「サーキュラー・エコノミー」とは

ガンタトーン:
具体的にはどのような方針で展開されていくのでしょう?

プラウィット氏:
持続発展可能な事業を展開していくために、「RESILIENCE(回復力)」がポイントになると考えています。弊社はこれまで製糖事業を柱に成長を続け、第2ステージとしてバイオマスやバイオエタノールなどを使った代替エネルギー事業が新たに加わりました。事例としては、消費者の健康志向の高まりに合わせた品種改良、バイオマス発電やCO2 の代替エネルギー化、バイオエタノールによる有機肥料生産などです。

そして今後迎える第3ステージでは、バイオベースを中心とした製品の付加価値をいかに高めていくかが重要だと考えています。これを実行することが、サーキュラー・エコノミー(循環型経済)の実現に繋がるでしょう。そのために、タイの新たな国家戦略であるBCG(バイオ・循環型・グリーン)の取り組みも欠かせないと考えています。

日本企業に期待する「バイオ技術」と「マーケティング力」

ガンタトーン:
現在、思い描いている具体的なパートナー像を教えてください。

プラウィット氏:

まず1つ目の「製糖による副産物を活用して新たなサービスを開発できるバイオ技術」をお持ちの企業の方々とは、主にバイオ技術を使った食品添加物と、バイオプラスチックの開発・生産を実現したいと考えています。弊社には農場や試験場を含めたさまざまな生産拠点や農産物・副産物がありますので、それらをご活用いただきながら開発を進めていただくことが可能です。昨年収穫したサトウキビ2000万トンから出たバガス(搾りカス)は年間90万トン、葉は年間30〜40万トンでした。

2つ目の「飼料用のバイオベース原料関連の技術」では、抗生物質の代替品をはじめ、畜産用の飼料、動物を対象としたヘルスケア製品(酵母を原料とした付加価値の高い製品)開発を実現できる技術を持った企業を求めています。弊社では、酵母はもともと肥料に使われていましたが、研究により飼料にも用いることができるようになりました。しかしながら、まだまだ伸びしろがあります。今以上に付加価値のある飼料へと展開するために、皆さんと一緒に研究できればと考えています。

そして3つ目の「グローバル市場に向けた製品展開を行うためのマーケティング」では、弊社のブランド・商品が新たな国へ進出する際に、商品開発から販路開拓・販売促進まで共に取り組んでいただけるパートナーを求めています。商品は栄養補助食品、健康食品、プレバイオティクス食品やバイオプラスチック製品、イースト(酵母)由来の家畜飼料、バイオ肥料、有機質肥料、砂糖・砂糖関連食品、タピオカでん粉・加工でん粉など多岐に渡ります。

弊社はこれまで自社グループ内で多くのプロジェクトに取り組んできましたが、日本企業の皆さんと協業し、お互いのさらなる発展へと繋げていきたいと思います。

บทความที่เกี่ยวข้อง