【Open Innovation Talk Report EP.001】日タイの最先端技術を深掘り 〜Spiber (Thailand)〜

【Open Innovation Talk Report EP.001】日タイの最先端技術を深掘り 〜Spiber (Thailand)〜

日本人にとって、タイ人にとって、これまで知る人ぞ知るだった各社の最先端技術をオープンにし、タイと日本を新たな角度から繋げるTJRIプロジェクトはmediator にとっても挑戦です。そのなかで今後、定期的に提供していくのがオンラインセミナー「Open Innovation Talk 」。その運営の秘訣と、初回ゲストに迎えた“人工クモ糸” を生産する「Spiber (Thailand)」の取り組みをご紹介します。mediator が媒介者となり、生まれる化学反応とは。

日タイの産業技術の融合・発展を後押しする「TJRI」プロジェクト

「TJRI」は「Thai – Japanese Investment Research Institute: TJRI(日本企業研究所)」 の略称で、mediator が新型コロナウイルス禍が続く2021年6月に始動した新たな日タイ情報発信プラットフォームです。目的は、日本企業とタイ企業がお互いを知り、興味を持ち、連絡を取るきっかけを作ること。日本企業とタイ企業を繋いで、両者にメリットのあるビジネスを創り出すこと。

今、mediator が日本とタイのビジネスに対して何ができるのかを考え、日タイ情報発信プラットフォーム業界でNO.1の知名度とマッチング実績を目指したプロジェクトとして始動しました。
※プロジェクト詳細はこちら

初回ゲストは “人工クモ糸” を生産する「Spiber (Thailand)」

同社は“人工クモ糸”と呼ばれる、世界でも稀有な植物由来の人工タンパク質繊維素材「Brewed Pro-tein(ブリュード・プロテイン)」を日本で開発し、アパレル業界はもとより自動車業界などにも活用できる新素材として話題を呼んでいます。本拠点は、山形県鶴岡市。2018年、現地で採れるサトウキビやキャッサバを使った人工タンパク質繊維素材の量産を目指してラヨーン県に現地法人を設立し、次世代のサステナブルのモノづくりを実践しています。

「本プロジェクトでは日タイ企業の掛け橋となるビジネスマッチングを目指していますが、特に意識している点は「日本の最先端技術とタイの農産物の融合」です。そのテーマを体現する注目の企業として、『Spiber (Thailand)』を初回ゲストにお招きさせていただきました。今後も日本とタイ、双方の発展に繋がるようなトップランナーをご紹介していく予定ですので、どうぞご期待ください」(ガンタトーン)。

100人以上の視聴者が離脱することなく注視し続けた理由

今回のセミナーはmediator のメールマガジン登録者やFacebook上での告知に限られましたが、当日は100名以上の方に参加していただきました。 運営面では、導入から工夫を行い、参加者との双方のコミュニケーションが取れるインタラクティブなセミナーを意識して企画を行いました。

まずは、日本企業が開発するさまざまな最先端技術をプレスリリース記事と映像、写真を用いてタイ人に紹介。参加者へ日本の最先端技術で興味のある分野を聞くアンケートを実施すると、意外にも「フードテック」が一番人気。次いで、バイオ技術、ヘルステックという結果となりました。日本の技術に対して意識を向けた後にSpiber(Thailand) の事業紹介をしたことで、スムーズに本題へ入ることができました。

同社の開発技術に興味を持った参加者から、セミナー中に問い合わせが相次ぐなど嬉しい反響をいただきました。オンラインだからこそ気軽に質問できるという人もおり、オンラインならではのメリットを今後も活かしていきたいと思います。

ガンタトーンが考える「TJRI」の可能性

全体のディレクターと司会、そして通訳と一人三役を担ったガンタトーンが今回のセミナーに臨むにあたり意識したのは、産業技術という専門的かつ難しい内容を噛み砕き、参加者の皆さまにいかに分かりやすく伝えるか。

「さまざまな業界に貢献できる稀少な技術を、理解されないままでいるのは非常にもったいないこと。その橋渡し役として、今回は『Spiber(Thailand)』 の森田さんがお伝えたいしたいことに加えて、そのままではタイ人に伝わりにくい内容をその背景や実情などをその場で補足していきました。その場限りでなく、しっかりと両者の発展に繋がる意味のあるセミナーにしていきたいですし、それは日本の文化とタイの文化を深く理解し、日本の大使館に在籍していた経験により産業界にも精通する私の役割だと考えています。このプロジェクトを通して、未知なる製品や事業の誕生に貢献できれば幸いです」(ガンタトーン)。

セミナー当日の様子はこちら

※一部公開不可となっております。あらかじめご了承ください。

Spiber รังสรรค์นวัตกรรมใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากใยแมงมุม สู่เส้นใยโปรตีนสังเคราะห์

Spiber รังสรรค์นวัตกรรมใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากใยแมงมุม สู่เส้นใยโปรตีนสังเคราะห์

“ถ้าเชื่อว่าเราทำได้ ก็ทำได้”

ประโยคที่ผุดขึ้นในหัวหลังจากได้ฟังงาน Webinar ภายใต้หัวข้อ Unicorn Startup ไบโอเทคญี่ปุ่น ที่ได้สัมภาษณ์คุณ Keisuke Morita Managing Director Spiber Thailand เกี่ยวกับเรื่องราวของนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนความสำเร็จของ Spiber ในการสังเคราะห์เส้นใยโปรตีนนี้

จุดเริ่มต้น Unicorn Startup มาจากการวิจัยในห้องแล็บของมหา’ลัย

คุณ Morita เล่าว่า ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณ Sekiyama ผู้ก่อตั้งบริษัท กำลังเรียนมหา’ลัย Keio และต้องทำวิจัย เขาได้พบอาจารย์ Masaru Tomita ผู้ที่แตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่น เป็นทั้งที่ปรึกษา แรงบันดาลใจ ตลอดจนผู้ที่ให้อิสระทางความคิด เมื่อได้อาจารย์ดีพร้อมสนับสนุน ยิ่งทำให้คุณ Sekiyama มีไฟในการทำวิจัย ซึ่งสาเหตุที่เลือกทำเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ เพราะได้แรงบันดาลใจจากใยแมงมุม เส้นใยที่มีความทนทานและแข็งแรงที่สุด จึงนำมาวิจัย ค้นคว้าและพัฒนาต่อยอด นอกจากนี้ยังพบว่า เส้นใยโปรตีนสังเคราะห์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายอุตสาหกรรม

ศรัทธามุ่งมั่น จริงจัง จนก่อตั้งบริษัท

คุณ Morita เผยว่า ความเชื่อศรัทธาและความกล้าบ้าบิ่นของคุณ Sekiyama ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Spiber ขึ้นในปี 2007 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 24 ปี และยังเรียนปริญญาโทไม่จบด้วยซ้ำ โดยที่มาของชื่อบริษัท Spiber ก็มาจาก Spider (แมงมุม) และ Fiber (เส้นใยไฟเบอร์) ด้วย

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

หลังจากจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทได้ 1 ปี คุณ Sekiyama ทำเส้นใยสังเคราะห์สำเร็จ แต่มีความยาวเพียง 2 ซม. เท่านั้น ด้วยความพยายามไม่ลดละในปี 2009 เขาพัฒนาเส้นใยได้ยาว 2 เมตร กระทั่งปี 2011 เขาก็ทำเส้นใยออกมาใช้งานได้สำเร็จ จนมีนักลงทุนเห็นโอกาสเข้ามาร่วมทุน อย่างบริษัท Kojima Industry Corporation บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ เป็นบริษัท Tier1 ของ Toyota

ไม่เพียงเท่านั้น ในปีเดียวกัน Spiber ยังได้รับเลือกเป็นโครงการวิจัยระดับชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น จึงส่งผลให้ Spiber เริ่มมีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ที่ผ่านมา บริษัท Spiber ได้ระดมทุน (Fundraising) จากนักลงทุนมากมาย โดยได้งบลงทุนประมาณ 35,000 ล้านเยนหรือประมาณหมื่นล้านบาทก็เป็นอีกหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นโอกาสในธุรกิจตัวนี้

อนาคตอันยิ่งใหญ่ของเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์

ตอนนี้ Spiber มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอก่อน โดยวิธีการสร้างเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ของ Spiber นั้น เริ่มจากการออกแบบโครงสร้างของดีเอ็นเอ จากนั้นนำดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ใส่ลงไปในจุลินทรีย์ เพื่อให้จุลินทรีย์ผลิตโปรตีนออกมาตามแบบที่ต้องการ ต่อมาก็เข้าสู่กระบวนการ 2 ขั้นตอน ได้แก่ การหมัก (Fermentation) และการสกัด (Refinery) เฉพาะโปรตีนบริสุทธิ์ทำให้แห้งจนได้เป็นโปรตีนผง สุดท้ายก็นำผงเหล่านั้นขึ้นรูปเป็นวัสดุอื่นๆ ต่อไป อาทิ เสื้อผ้า เจล ฟองน้ำ แผ่นฟิล์ม ฯลฯ ซึ่งคุณ Morita เผยว่า มีชื่อทางการค้าสำหรับเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ เพื่อรองรับ Mass Production แล้ว นั่นคือ Brewed Protein™

ทำไมถึงเลือกประเทศไทยในการตั้งฐานการผลิต

คุณ Morita เล่าว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรที่สำคัญต่อการผลิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ อีกทั้งสาธารณูปโภคเพียบพร้อม การเดินทางระหว่างไทยและญี่ปุ่นไม่ไกล ตลอดจนหาบุคลากรทำงานไม่ยาก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงเลือกตั้งโรงงาน Spiber Thailand ที่จังหวัดระยอง ซึ่งก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 2021 ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 40 คน โดยบทบาทการทำงานทั้ง 2 ที่ แตกต่างกัน สำหรับ Spiber Head Quarter ที่ญี่ปุ่นเน้นวิจัยคิดค้นและพัฒนาเป็นหลัก ส่วนสาขาในไทย เน้นการผลิต หรือสกัดโปรตีนเป็นผงเพื่อส่งกลับไปที่ญี่ปุ่นให้ขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์

ความหลากหลายทางชีวภาพ ศึกษาชีววิทยา คือ ที่มา ในการทำเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์

นอกจากแรงบันดาลใจที่เอ่ยไปก่อนหน้าถึงเรื่องใยแมงมุม คุณ Morita ยังเสริมถึงที่มาในการเลือกทำวัสดุตัวนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ต่างมีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งทุกสายพันธุ์มีแหล่งโปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิต โดยโครงสร้างหลักพื้นฐานของโปรตีนเกิดจากการเชื่อมต่อกันของกรดอะมิโนแอซิด (Amino acid) กว่า 20 ชนิด โดยชนิดและการเรียงลำดับของกรดอะมิโนมีความเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดเป็นโครงสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น หนังวัว ใยแมงมุม หนังงู ขนแกะ และเมื่อโปรตีนที่ซ่อนตัวอยู่ในความหลากหลายทางชีวภาพสามารถทำให้เกิดลักษณะที่แตกต่างกันได้ แล้วทำไมเราจะผลิตวัสดุออกมาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างกันไม่ได้ นั่นจึงเป็นแนวคิดตั้งต้นให้ทาง Spiber วิจัย ค้นคว้า และพัฒนาการออกแบบโครงสร้างหรือสังเคราะห์ดีเอ็นเอใส่ลงไปในจุลินทรีย์จนกว่าจะได้แบบที่ดีที่สุด เพื่อต่อมาจะได้นำไปสรรสร้างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่ต้องการในแต่ละอุตสาหกรรม


ผลงานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

Spiber เคยพัฒนาร่วมกับ The North Face แบรนด์เสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น โดยนำเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ผลิตเป็นเสื้อยืดและเสื้อกันหนาวออกมาจำหน่ายในปี 2019 ขณะเดียวกันได้มีโอกาสทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับไฮเอนด์ คุณ Yuima Nakazato ที่นำเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์จาก Spiber ไปออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าและนำชุดทั้งหมดไปออกงานแฟชั่นโชว์ที่ Paris Fashion Week 2019 – 2020 ปัจจุบัน Spiber ได้ทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับบริษัทต่างๆ มากกว่า 40 โปรเจกต์ ซึ่งมีการทำวิจัยร่วมกับมหา’ลัยชื่อดังและบริษัทในเมืองไทยอีกด้วย

เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ต้องทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จากอดีตจนถึงปัจจุบันกว่า 14 ปี ไม่น่าเชื่อว่า Spiber จะไม่มียอดขายเลย แต่ที่อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากนักลงทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จึงทำให้ Spiber สามารถคิดค้นนวัตกรรม และเทคโนโลยี จนออกมาเป็นเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งอนาคตข้างหน้ายังมีเรื่องท้าทายเป้าหมายอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน เนื่องด้วยราคาของการผลิตเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ขึ้นมายังสูงอยู่มาก ผลิตโปรตีนปริมาณ 1 กิโลกรัมก็ใช้ต้นทุน 3 พันกว่าบาท แต่คุณ Morita มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้มากกว่านี้ เพราะตั้งใจนำวัสดุสู่เส้นทางการผลิตแบบ Mass Production

ขณะเดียวกัน Spiber ได้วางแผนการทำ License เกี่ยวกับเทคโนโลยีไบโอชีวภาพตัวนี้ให้สำเร็จ เพื่อจะได้นำไปเสนอให้ประเทศต่างๆ ที่สนใจสามารถตั้งโรงงานผลิตได้เองด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ Spiber ยังไม่ละทิ้งเป้าหมายสำคัญ คือการพัฒนาและผลิตเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์ให้มีความทนทานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Biodegradable) สามารถย่อยสลายได้ เพื่อนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตลอดจนมุ่งหวังให้เป็นบริษัทผลิตเส้นใยครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

จะเห็นได้ว่า Spiber ไม่ใช่แค่บริษัทที่สนใจเพียงแต่การคิดค้นนวัตกรรมหรือหวังกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เขายังตั้งใจวางตัวเองให้เป็นองค์กรสีเขียวด้วยการทำวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อทำให้เป็นแบบอย่างของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ของโลก…

他のブログ記事