สรุปสัมมนาทิศทางหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น เพื่อมุ่งสู่ “อนาคต” อย่างยั่งยืน

สรุปสัมมนาทิศทางหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น เพื่อมุ่งสู่ “อนาคต” อย่างยั่งยืน

เบื้องหลังความสำเร็จของงานนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

สัมมนาออนไลน์เชิงวิชาการ “Envisioning the Future : Thailand-Japan Strategic Economic Partnership” มองอนาคตหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่นในครั้งนี้ mediator ได้รับโอกาสให้เป็นผู้ดำเนินงานตั้งแต่การวางแผนงาน รวมถึงการจัดงานในวันจริงทั้งหมด ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้พวกเราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ และเห็นความเป็นไปได้ในหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น เป็นการยกระดับความสามารถของ mediator พร้อมนำความรู้ที่ได้จากการจัดงานครั้งนี้ไปเป็นแนวทางการดำเนินงาน และกิจกรรมต่างๆ ต่อไปได้ในอนาคต

งานสัมมนาเชิงวิชาการส่วนใหญ่ เนื้อหาที่พูดในงานสัมนาอาจจะค่อนข้างเข้าใจยากสำหรับประชาชนทั่วไป แต่เนื่องจากงานสัมมนาในครั้งนี้ เป็นงานสัมนาเชิงวิชาการเพื่อกำหนดทิศทางของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ทาง mediator จึงให้ความสำคัญกับการเลือกวิทยากรมาร่วมงานมากเป็นพิเศษ โดยได้นำเสนอวิทยากรที่เป็นบุคลากรของรัฐ และนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ได้เห็นมุมมองที่หลากหลายจากภาคธุรกิจของทั้งทางฝั่งไทยและฝั่งญี่ปุ่น รวมไปถึงเปิดโอกาสให้ฝั่งภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจร่วมกัน ทำให้สารที่จะส่งออกไปสามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในวันงาน คุณกันตธร วรรณวสุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด รับหน้าที่หลักในการดำเนินงาน ต้อนรับทั้งผู้เข้าร่วมและวิทยากรทั้งสองประเทศ ตลอดจนใช้ภาษาไทย – ญี่ปุ่น 2 ภาษาในการดำเนินรายการ ซึ่งในส่วนของการดำเนินงานในวันจริงนั้น ทางบริษัท mediator ได้รับผิดชอบการจัดงานทั้งหมด ตั้งแต่การติดต่อประสานงานกับทั้งฝั่งไทยและญี่ปุ่น การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในงาน เนื่องจากทางบริษัทมีบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย ทำให้สามารถดำเนินการทุกอย่างออกมาได้อย่างราบรื่นในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “จุดแข็ง” ที่เกิดมาจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 10 ปีของ mediator

คุณกันตธร วรรณวสุ ได้กล่าวทิ้งท้ายสำหรับงานในครั้งนี้ว่า “รัฐบาลของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุนกันมานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ประเทศไทยมีโครงการ Eastern Seaboard เป็นต้นมา แต่เราก็ยังควรจะต้องหาวิธีกระชับความสัมพันธ์ของระหว่างทั้ง 2 ประเทศให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมักจะเป็นผู้ริเริ่มสร้างเวทีในการพูดคุยเพื่อวางแผนเศรษฐกิจและการลงทุนมาโดยตลอด แต่หลังจากนี้ ผมคิดว่าหน่วยงานเอกชนเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ร่วมเป็นผู้คิดริเริ่มด้วยตั้งแต่ต้นกระบวนการ ซึ่งบริษัท mediator ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหน่วยงานเอกชนในประเทศไทย ก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างสูงที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ผมรู้สึกจากใจจริงว่า งานนี้คืองานที่ทำให้บริษัท mediator ประสบความสำเร็จ เป็น mission ที่เราให้คำมั่นสัญญาไว้ตั้งแต่วันที่เราเริ่มต้นบริษัทตลอดมา”

หลังจากนี้ mediator ก็ยังคงยึดมั่นที่จะทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้เป็นสื่อกลาง” ให้สมกับความหมายของชื่อบริษัทฯ ต่อไป เพื่อสร้างโอกาสในการเจรจาพูดคุยระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานเอกชน ที่มีแนวคิดใหม่ๆ และความตั้งใจที่จะเดินหน้าจับมือประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

การสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อกำหนดและทิศทางของ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เชิงเศรษฐกิจระหว่างไทย – ญี่ปุ่น ใน “อนาคต” อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยจัดสัมมนาเชิงวิชาการภายใต้หัวข้อ “Envisioning the Future: Thailand-Japan Strategic Economic Partnership” ผ่านระบบ Zoom Webinar เพื่อรับฟังมุมมองจากฝ่ายบริหารของรัฐบาล และบุคคลในแวดวงเศรษฐกิจของไทยและญี่ปุ่นทั้งจากภาครัฐ ภาควิชาการและภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางและข้อเสนอแนะในการดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายในระดับทวิภาคี อนุภูมิภาค และภูมิภาค โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 1,203 คน และมีผู้เข้าร่วมรับฟังในวันสัมมนาจำนวน 978 คน สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวปาฐกถา (Keynote Speech) ภายใต้หัวข้อ “Way forward for Thailand-Japan Relations in the post COVID-19 World” โดยได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีความแน่นแฟ้นในทุกมิติมาตลอด 134 ปี เป็นมิตรแท้ที่ผ่านความท้าทายและช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิธีชีวิตของมนุษย์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่าการพัฒนาและสร้างระบบต่างๆ หลังจากนี้จะต้องมุ่งไปในทิศทางที่เน้นความยั่งยืนและความครอบคลุม (Sustainable and Inclusive growth) เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพ ความเจริญมั่งคั่ง และความสุขที่ยั่นยืนของประชาชนให้กับทุกเขตเศรษฐกิจ ภูมิภาค และโลก

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอแนวทางความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โดยการสอดประสานนโยบาย BCG Economy Model ซึ่งเป็น new growth paradigm ของไทย กับยุทธศาสตร์ Green Growth ของญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นใน 4 เรื่อง ได้แก่

(1) การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด (ZEV) อย่างสมบูรณ์ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญในตลาดโลกมากกว่า 30 ปี และมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากญี่ปุ่น

(2) การสร้าง Bio-Cycle ที่ประกอบด้วย Bio-Fuel และ Bio-Mass ในวงจรเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตด้านนี้ จึงประสงค์ให้เอกชนญี่ปุ่นมาลงทุนในด้านนี้เพิ่มเติม

(3) อุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารครบวงจรจากความหลากหลายของทรัพยากรทางชีวภาพ โดยเชิญชวนให้เอกชนญี่ปุ่นที่มีความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรมที่ทันสมัยมาร่วมมือให้เกิดประโยชน์สูงสุดใน Global Value Chain

(4) การบ่มเพาะผู้ประกอบการและพัฒนาแรงงานทักษะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ BCG Economy โดยการเร่งพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันโคเซ็นในไทย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนของเอกชนญี่ปุ่นในไทย โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม

นายนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้บรรยายพิเศษ (Special Lecture) ภายใต้หัวข้อ “Towards a new stage of Japan-Thailand cooperation” โดยได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก ทั้งในช่วงที่ญี่ปุ่นประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ และไทยเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงไมตรีจิตให้ความช่วยเหลือกันและกัน และเมื่อไม่นานนี้ ญี่ปุ่นได้มอบวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1 ล้าน 5 หมื่นโดสแก่ไทย และได้ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นฯ ยังได้ย้ำความสำคัญของไทยในฐานะการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยหลังจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทยจะมุ่งสู่เวทีความร่วมมือใหม่ๆ โดยหวังที่จะพัฒนาความร่วมมือใน 2 ประเด็น ได้แก่

(1) การเป็นพันธมิตรต่อกันในความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Co-Creation ที่เน้นการร่วมมือและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นผ่านการระดมปัญญา แก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมในส่วนที่ขาดของกันและกัน แล้วสร้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป เช่น ปีที่แล้วญี่ปุ่นได้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจบริษัทสตาร์ทอัพญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และระบบ AI/IoT กับผู้ประกอบการไทยหลายโครงการ

(2) การสร้างความแข็งแกร่งและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน (Sustainability) จัดตั้งกองทุน 2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) สำหรับผู้ประกอบการเอกชนนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Carbon Neutral) ให้เกิดขึ้นได้จริงในปี ค.ศ. 2050 สอดรับกับนโยบาย BCG Model ของไทยที่ถือว่าเป็น Flagship ที่จะช่วยกระตุ้นให้มีการขยายธุรกิจ และการลงทุนใหม่ๆ จากบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ในห้วงการเสวนา (Panel Discussion) ภายใต้หัวข้อ “What now & What next: Thailand-Japan Strategic Economic Partnership in Challenging Time” ซึ่งมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ (1) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว (2) นายจิระพันธ์ อุลปาทร ประธานสถาบันความร่วมมืออุตสาหกรรมไทย – ญี่ปุ่น (TJIC) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (3) นายอารีย์ ชวลิตชีวินกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด (4) นางสาว YURUGI Yoshiko หัวหน้าผู้แทนประจำสำนักงานผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชีย องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (NEDO) (5) ศาสตราจารย์ ดร. OIZUMI Keiichiro สถาบันเอเชียศึกษามหาวิทยาลัยเอเชีย ประเทศญี่ปุ่น (6) นาย CHOKKI Morikazu ประธานบริษัท Mitsubishi Motors (Thailand) Co., Ltd. และ (7) นาย MORITA Keisuke กรรมการผู้จัดการ บริษัท Spiber (Thailand) Ltd.

ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการสร้างคุณค่าให้กับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในอนาคต โดยการให้ความสำคัญกับการดำเนินความร่วมมือในการสอดประสานโมเดล BCG Economy ของไทยและยุทธศาสตร์ Green Growth Strategy ของญี่ปุ่น โดยการเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด (ZEV) และอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงงานฝีมือชั้นสูง และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย โดยการพิจารณาใช้พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นสถานที่รองรับการพัฒนาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้เอกชนญี่ปุ่นซึ่งยังคงเล็งเห็นถึงจุดแข็งของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกที่สำคัญในภูมิภาคที่มีในโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายควรจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกันระยะ 5 ปี ในโอกาสการครบรอบ 135 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปีหน้า และใช้ประโยชน์จากกลุ่มเอกชนญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ให้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปบันทึกการสัมมนาฯ ย้อนหลังได้ทางลิงก์ด้านล่างนี้

▼คลิปภาษาไทย
https://youtu.be/GaMu3Jr39cU

▼คลิปภาษาญี่ปุ่น
https://youtu.be/vgyQ4BS3PxM

【プレスリリース】日タイセミナーEnvisioning the Future:日タイ戦略的経済パートナーシップ – 日タイ戦略的経済連携、持続可能な「将来」の定義と方向性を定めるため「今」協議する

【プレスリリース】日タイセミナーEnvisioning the Future:日タイ戦略的経済パートナーシップ – 日タイ戦略的経済連携、持続可能な「将来」の定義と方向性を定めるため「今」協議する

mediator は本セミナーの企画から運営まで一気通貫で総合プロデュースを務めました。

セミナーを振り返って

本セミナーでは、企画段階から深く関わり、今後のイベント企画や運営のヒントとなる新たな可能性を見出せた貴重な機会となりました。今回のセミナーを開催するにあたって、タイ外務省の要望は「学術層ではなくビジネス層へアプローチしたい」というもの。学者や役人だけが語る従来型のセミナーでは、民間にはなかなかその真意が伝わりにくくなってしまいます。そこで mediator は、両国からそれぞれ大企業と中小企業を代表するパネリストを1名ずつ選定し、パネルディスカッションを行うことで、官民の対話ができる場作りを目指しました。

また、通常タイ・日本間でこのようなイベントを行う場合、全体を指揮するディレクター役、タイ側と日本側の参加者の調整を行う窓口役、そして通訳をそれぞれ別の人物が担当しますが、mediator ではこれらを全て1人で担当。同じ担当者がタイ側と日本側の両方を直接対応することで、食い違いや確認の手間が減り、スムーズに進めることができるのです。これは、mediator がこれまで経験の中で導き出した答えの一つです。

最後に、本セミナーで司会を務めた mediator の代表ガンタトーンは、次のように本プロジェクトを振り返りました。

「タイと日本の両政府は東部臨海開発計画(Eastern Seaboard)以来これまで40年以上にわたり、良好な関係を築いてきました。しかし、誰もが今、両国の関係をより強固なものにするためには新たな風が必要と感じています。これまでの経済戦略は政府主導だったけれども、これからは官民主導となることが必要不可欠。その中で、今回 mediator が一民間企業として間に入り、両国の官民の意思をすり合わせすることができたのは誇りであり、mediator が創業以来志してきたことが実現できた瞬間でもあったと思います。」

mediator は、今後もイノベーティブな発想を持った民間企業を巻き込みながら、タイと日本の両政府と民間企業が対話をできる場作りと社名に掲げている “mediator(調整役)” としての役割を務めていきたいと思います!

プレスリリース

2021 年 7 月 21 日、タイ国外務省と在タイ日本国大使館は、日タイ経済の今後の戦略的連携について議論するため、産官学の有識者を招き、「Envisioning the Future: 日タイ戦略的経済パートナーシップ」と題するオンラインセミナーを共催し、約 1,000 名の参加者にご視聴いただきました。要旨は以下の通りです。

タイ国副首相兼外相ドーン・ポラマットウィナイ氏は、「ポストコロナ時代の 日タイ関係の前進」という題目の基調講演を行いました。ドーン副首相兼外相は、タイ日関係は 134 年もの長きにわたって緊密な関係が続いているが、それは、あらゆる困難を乗り越えた「真の友情と助け合い」の期間でもあった。そのような中、今般の新型コロナウイルス感染症のパンデミック危機は、経済、社会及び人類のライフスタイルに広範に影響を与え、両国において、社会経済における各種システムの開発及び創出を重視させる結果をもたらした。今後は、経済特区、地域及びグローバルそれぞれのレベルにおいて、「持続可能で包摂的な成長」を重視し、平 和と国民の持続可能な幸福を追求した方向へと向かう必要があると述べました。

また、同副首相兼外相は、日本に対し、経済戦略パートナーシップ強化のための協力スキームを提案しました。同スキームは、タイの BCG(バイオ・循環型・グリーン)経済モデルと日本の「グリーン成長戦略」に合致するものであり、以下の4項目で最大限のメリットを引き出すことを目的としています。

①30 年以上の主要自動車製造拠点としてのタイの経験とともに、日本からの技術移転によるノウハウを活用し、タイにおける自動車産業をクリーンエネルギーEV 車両(ZEV)産業へと移行する。

②経済サイクルエコシステム内で、バイオ燃料とバイオマスによるバイオサイクルを作り出す。同分野は、タイにポテンシャルがあり、日系企業も当該セクターでの投資を増やすことを意図している。

③食品業界においては、タイは生物多様性のある豊富な資源からトータルな食品製造拠点を有しており、将来性のある日系企業を誘致し、グローバルバリューチェーンで最大限のメリットを発揮するため協力していく。

④BCG 経済に関する産業部門での起業家育成(インキュベーション)と人材スキル育成においては、タイ国内の高専教育機関での教育カリキュラム開発を急ぎ、産業界と大学間の協力ネットワークを産み出す。人材育成はタイ国内での日系企業の投資を促進する重要な要素であり、特にテクノロジー及びイノベーション力のあるスタートアップ企業による投資を目指す。

在タイ日本国大使館全権特命大使梨田和也氏は、「日本とタイの協力の新たなステージに向けて」という題目の特別講演を行いました。

梨田大使は、10 年前に日本が経験した東日本大震災、そしてタイでの大洪水といった両国が経験した困難において、両国の友情の絆が発揮されたと強調し、両国は常に固い絆をもって助け合ってきたと述べました。最近、日本がタイに対し、アストラゼネカ・ワクチン約 105 万回分を贈与したことや、タイにおけるコロナ対応に様々な支援を行っていることを紹介しました。

梨田大使は、タイが日系企業の重要な製造拠点であることに変わりないという点を強調した上で、日タイの協力関係は新たなステージに向かう局面にあるとし、「共創」と「サステナブル」という2つのキーワードを掲げました。「共創(co-creation)」については、日本とタイが相互に補い合ってイノベーションを創出し、パートナーとしての協力を深めることが重要であると指摘しました。

また、昨年、日本政府が日 ASEAN 双方の企業が協業しデジタル技術を活用して社会課題解決を図る実証事業の支援を行ったところ、タイは支援件数が ASEAN トップであったとし、「共創」においてタイは日本におけるASEAN の最大のパートナーであると述べました。「サステナブル」に関わる産業分野での協力強化においては、日本はタイの低炭素社会実現に向けて政府間の協力関係を構築しているほか、「グリーン成長戦略」において、カーボンニュートラル実現に 向けた研究開発に対する 2 兆円(約6000 億バーツ)の基金を設立するなどかつてない規模の政府支援を行っており、これは、将来、日系企業によるグリーン分野におけるタイでの事業展開・新規投資を喚起するものと述べました。

パネルディスカッション「What now & What next: Thailand-Japan Strategic Economic Partnership in Challenging Time」では、①EEC 事務局 特別顧問/元タイ王国外務次官/元駐日タイ王国大使館特命全権大使シハサック・プアンゲッゲオ氏、②タイ工業連盟(FTI)日本産業協力機構(TJIC)会長チラパン・ウンラパトーン氏、③セメンタイホールディング(PCL)(SCG グループ)代表取締役社長アーリー・チャワリッシーウィンクン氏、④新エネルギー産業技術総合開発機構(NEDO)アジア地域総代表バンコク事務所長萬木慶子氏、⑤亜細亜大学アジア研究所教授大泉啓一郎氏、⑥三菱自動車(タイランド)会長一寸木守一氏、⑦Spiber (タイランド) 代表取締役森田啓介氏の 7 名をパネリストにお迎えし、これまでの日タイ戦略パートナーシップに関するバリュー、そして今後の日タイ経済協力の方向性に関する意見交換が行われました。

パネルディスカッションでは、タイの BCG 経済モデルと日本の「グリーン成長戦略」の親和性、特に、製造業をはじめすべての産業に通底し、そして日本が競争力を有するエネルギー効率向上や省エネにおいて、日系企業による BCG 経済への貢献の可能性が示唆されました。また、BCG に関する具体的な分野として、カーボンニュートラル社会の実現のために今後の自動車産業のあるべき形や、農業立国を先端分野の技術革新で発展させていくバイオ産業の可能性への期待が寄せられました。

さらに、人材育成とデジタルテクノロジーの応用展開の重要性のほか、東部経済回廊(EEC)を中心とした日系企業の更なる新規投資・事業拡大の受け皿の整備などについて意見交換がなされました。これらは、タイにおいて既に利用可能な産業アセットやインフラ、そして豊富な天然資源を活用し、地域の輸出製造拠点としてのタイの強みを日系企業に対しより一層アピールするものです。また、来年国交樹立 135 周年を迎えることを機に、今後5ヶ年の相互戦略パートナーシップ計画を策定することで、日系企業からの更なる投資を促進できるのではないか、日タイが協力して有望市場である中国への事業展開に備えるべきではないか、といった提案もありました。

セミナーの全編の動画をご視聴いただけますので、ご関心のある方は以下のリンクよりアクセスください。

▼タイ語版動画
https://youtu.be/GaMu3Jr39cU

▼日本語版動画
https://youtu.be/vgyQ4BS3PxM

บทความที่เกี่ยวข้อง